บ้าน…พึ่งตัวเอง

             ยอมรับว่าแนวคิดเรื่อง “การพึ่งพาตัวเอง” นั้นนำไปปรับใช้ได้กับทุกเรื่องในชีวิต รวมถึงการทำบ้านเองสักหลังด้วย คุณฐิ-ฐิติวุฒิ ชัยสวัสดิ์อารี ผู้เป็นทั้งอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาปนิก และเจ้าของบ้านหลังนี้ ได้สร้างบ้านภายใต้ข้อจำกัด โดยคิดออกแบบจากสิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์เต็มที่ ภายใต้สภาพแวดล้อมน่าสบาย ใช้พลังงานน้อย
ฝนตกพรำๆเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการจราจรอันแออัดในเมือง แต่ก็ทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นลง ทว่าเมื่อเราเดินทางมาถึงจุดหมาย ทันทีที่ก้าวเข้าไปในบ้าน ก็รู้สึกได้ถึงความเงียบสงบ ลืมภาพความวุ่นวายของเมืองไปเลย คุณฐิ เล่าถึงที่มาของการสร้างบ้านหลังนี้ให้ฟังว่า
คุณพ่อคุณแม่ต้องการปรับปรุงอาคารเก็บของด้านหลังบ้านของท่านเป็นพื้นที่พักผ่อนและห้องสำหรับรองรับแขกหรือญาติ ซึ่งการปรับปรุงครั้งนี้มีการรื้อถอนวัสดุที่ไม่ได้ใช้ เช่น ประตู หน้าต่าง เหล็กดัด นอกจากนี้ยังมีวัสดุก่อสร้างที่เหลือจากโครงการอื่นๆที่ผมทำ อย่างพวกแผ่นพื้นปูทางเท้า อิฐช่องลม กระเบื้องเคลือบ สวิตซ์ ปลั๊กไฟ สีทาอาคาร เหล็กรูปพรรณ บันไดเวียน รั้วลูกกรงเหล็ก ทั้งหมดนี้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse) ได้
เราเดินผ่านบ้านของคุณพ่อคุณแม่คุณฐิไปทางด้านหลัง ภาพที่เห็นคือบ้านสไตล์โมเดิร์นขนาดไม่ใหญ่นักแฝงตัวอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ ตัวบ้านยกพื้นสูงขึ้นมาอีก 3-4 ขั้น เพื่อป้องกันความชื้นและช่วยถ่ายเทความร้อน ได้อารมณ์บ้านไทยที่มีใต้ถุน นอกจากนี้พื้นชั้นล่างยังปูไม้แผ่นใหญ่ที่หาดูได้ยากและไม่ค่อยเห็นในบ้านสมัยใหม่ คุณฐิเล่าว่าซื้อไม้เก่า หน้า 20 นิ้ว หนา 2 นิ้ว ยาว 5 เมตร จำนวน 21 แผ่น เก็บไว้ประมาณ 8 ปีแล้ว และตั้งใจนำมาใช้กับบ้านหลังนี้ โดยมีเงื่อนไขว่าห้ามตัด ซึ่งข้อดีของไม้เก่าคือมีความชื้นน้อย และมีความแข็งพอที่จะไม่ถูกแมลงกิน
ส่วนนั่งเล่นชั้นล่างออกแบบให้เปิดโล่ง แต่ความสูงของส่วนนี้จะต่ำกว่าปกติคือสูงประมาณ 2.30 เมตร ตามความสูงของบันไดวน ส่วนนี้ดูเหมือนใต้ถุนบ้านไทย จริงๆแล้วลักษณะแบบไทยๆของบ้านนี้มาจากการออกแบบพื้นที่ว่างและการเชื่อมต่อกับสภาพแวดล้อมมากกว่าการประดับตกแต่ง ดังนั้นบ้านแบบกล่องกระจกก็สามารถมีสเปซแบบไทยได้
ส่วนชั้นบนสามารถเดินขึ้นได้สองทาง ทั้งจากโถงชั้นล่างและด้านข้างบ้านโดยไม่ต้องผ่านใต้ถุน ในชั้นนี้ออกแบบให้มีเพียงห้องนอนห้องเดียว แต่ภายในห้องก็จัดให้มีมุมทำงาน มุมนั่งเล่น-พักผ่อน และห้องน้ำด้วย
หลังจากได้ชมบ้านและฟังที่มาของการออกแบบแล้ว รู้สึกว่าบ้านนี้มีไอเดียที่น่าเอาอย่าง ซึ่งคุณฐิเองในฐานะที่เป็นสถาปนิก ก็ให้ความเห็นเกี่ยวกับการทำบ้านในเมืองว่า
ผมสังเกตว่าบ้านในปัจจุบันโดยเฉพาะในเมืองจะมีข้อจำกัดเรื่องการพึ่งพาประโยชน์จากสภาพแวดล้อมที่จะทำให้เกิดสภาวะน่าสบาย เราหันไปใช้ระบบที่ใช้พลังงานมากขึ้น เช่น ระบบปรับอากาศ รวมถึงใช้วัสดุก่อสร้างที่สะสมความร้อนง่าย แต่ระบายความร้อนออกยาก ทั้งยังสนใจเรื่องความสวยงามภายนอกมากกว่าการเน้นที่ประโยชน์ใช้สอยของพื้นที่และการป้องกันแดดฝนที่มีประสิทธิภาพ ท้ายที่สุดเมื่ออยู่ไปแล้วก็พบว่าบ้านนั้นไม่เหมาะสมกับการใช้งาน ก็ต้องต่อเติมกันอีก ซึ่งก็อาจทำให้รูปลักษณ์ของบ้านไม่สวยงาม
บ้านที่เหมาะกับคนไทยจึงควรเป็นบ้านที่ตอบสนองการใช้งานที่เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่และเอื้อให้เกิดการต่อเติมได้อย่างสะดวก อีกเรื่องคือสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทยก็ทำให้เราจำเป็นต้องออกแบบบ้านให้พึ่งพาสภาพแวดล้อมบ้าง การสร้างบ้านจึงควรคำนึงตั้งแต่การจัดวางผังอาคาร การระบายอากาศ การป้องกันแดดฝน การเลือกใช้วัสดุที่ไม่สะสมความร้อน เพื่อให้เกิดความสบายในการอยู่อาศัย
การพูดคุยครั้งนี้ทำให้ย้อนคิดถึงบ้านที่ตัวเองใช้อาศัยอยู่ทุกวัน และเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นว่าบ้านในแบบที่พึ่งพาตัวเองนั้นจะเป็นอย่างไร แล้วคุณล่ะ “บ้านพึ่งตัวเอง” ในแบบของคุณคือบ้านแบบไหน

เรื่อง รนภา นิตย์
ภาพ สิทธิศักดิ์ น้ำคำ

keyboard_arrow_up