บ้าน. . .ไม้. . .ลมหายใจ

            ประสบการณ์ที่คนแต่ละคนสั่งสมมาจนหล่อหลอมเกิดเป็นความรู้ ความเชื่อ ทัศนคติ และการตีความความหมายของคำว่า “บ้าน” แตกต่างกันไป บ้างมองเป็นเพียงสิ่งก่อสร้างสำหรับบังแดดบังฝน มีความมั่นคงก็เพียง พอ แต่สำหรับบางคนกลับมองได้ลึกซึ้งกว่านั้น คอลัมน์ “บ้านสวย” ฉบับนี้ ขอพาคุณผู้อ่านมาพบกับอีกนิยามหนึ่งของคำว่าบ้านที่ผมเชื่อว่าจะทำให้ทุกท่านประทับใจและรักบ้านของตัวเองขึ้นอีกเยอะ ซึ่งผู้ที่ทำให้ผมได้เห็นได้สัมผัสถึงความหมายเหล่านี้ก็คือเจ้าของบ้านที่ผมกำลังจะพาคุณผู้อ่านไปเยี่ยมชมครับ 

            บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในย่านชานเมืองกรุงเทพฯที่ยังคงความสงบตามวิถีชาวบ้าน เป็นบ้านหลังใหญ่ที่ใช้ไม้และโครงสร้างคอนกรีตปูนเปลือยเป็นวัสดุหลัก เจ้าของบ้านคือ พี่โหน่ง – คุณชาตรี ลดาลลิตสกุล ซึ่งเดินออกมาต้อนรับทีมงาน “บ้านและสวน” อย่างเป็นกันเอง นอกจากเป็นผู้ก่อตั้ง บริษัทต้นศิลป์ สตูดิโอ จำกัด แล้ว พี่โหน่งยังเป็นสถาปนิกรุ่นพี่ที่รุ่นน้องๆอย่างผมและในวงการทุกคนให้ความเคารพ ด้วยฝีไม้ลายมือที่จัดเจนและมีกระบวนการออกแบบที่ลึกซึ้ง  พี่โหน่งเล่าถึงแรงบันดาลใจในการสร้างบ้านหลังนี้ว่า
            “ตั้งใจจะสร้างบ้านที่เป็นสถาปัตยกรรมไม้เป็นหลัก เพราะประเทศไทยของเรามีจุดเด่นและจุดแข็งคือสถาปัตยกรรมไม้ การใช้วัสดุไม้ทำให้เรามีภูมิปัญญาที่เป็นวัฒนธรรมของเราเอง พึ่งตนเองได้ในเรื่องของการสร้างที่อยู่อาศัย นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด”
            เดิมทีเดียวพี่โหน่งพักอยู่ในย่านธุรกิจใจกลางเมืองซึ่งรายล้อมไปด้วยความเจริญ แต่ด้วยความใฝ่ฝันที่อยาก จะมีบ้านไม้บรรยากาศเหมือนบ้านในต่างจังหวัดเป็นของตนเองสักหลัง จึงตัดสินใจซื้อไม้จากที่ต่างๆมาเก็บสะสมไว้ทั้งไม้ใหม่และไม้ที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว ประจวบกับเมื่อเจอที่ดินบรรยากาศสงบผืนนี้ จึงตัดสินใจซื้อและเริ่มออกแบบทันที พี่โหน่งเล่าถึงแนวคิดในการออกแบบให้ฟังว่า
          “หัวใจคือต้องอยู่สบายทั้งกายและใจ มีความสงบ การตกแต่งภายในเป็นแบบเรียบง่ายด้วยของน้อยชิ้น การดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก เปิดโอกาสให้ตัวสถาปัตยกรรมได้แสดงพลังซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของมันออกมาได้อย่างเต็มที่”
           พี่โหน่งใช้ช่างไม้ที่เป็นช่างชาวบ้านมาร่วมก่อสร้างและปรับแก้รายละเอียดหน้างานอีกหลายครั้งโดยไม่เร่งรีบ เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีและเหมาะสมที่สุด เพราะตั้งใจจะเก็บบ้านหลังนี้ไว้ให้สถาปนิกรุ่นหลังได้เห็นวัฒนธรรมบ้านไม้ไทยแบบร่วมสมัยที่หาได้ยาก จึงใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 3 ปี
 บ้านหลังนี้มีทั้งหมด 3 ชั้นและวางผังเป็นสองส่วน คือ ส่วนที่พักอาศัยและส่วนสำนักงานขนาดเล็ก ซึ่งเชื่อมต่อกันด้วยพื้นที่ส่วนกลางที่เว้นระยะระหว่างโครงสร้างเสาถึง 10 เมตร และถือเป็นหัวใจของบ้านหลังนี้ เมื่อเราเดินเข้ามาภายในบ้านจะพบที่ว่างขนาดใหญ่ที่หันหน้ารับกับแนวทิศเหนือ-ใต้พอดิบพอดี เป็นโถงรับแขกที่เรียบง่ายและธรรมดาที่สุด แต่สัมผัสได้ถึงลมธรรมชาติที่พัดเข้ามาตลอดเวลา ด้านหน้ามีสระนํ้าเล็กๆที่ช่วยทำให้กระแสลมที่พัดเข้ามานั้นเย็นลงและเกิดความสงบขึ้นทุกครั้งที่เฝ้ามอง พื้นที่ชั้นล่างจะเชื่อมต่อกับส่วนรับประทานอาหารและครัวไทยในฝั่งหนึ่ง มีการออกแบบพื้นที่สำหรับใช้สอนเปียโนของคุณครูแหม่ม ซึ่งเป็นภรรยาของพี่โหน่งในอีกฝั่งหนึ่ง ชั้นสองจะเป็นส่วนสำนักงานขนาดเล็กที่อยู่คนละฝั่งกับห้องนอนที่เชื่อมต่อไปยังส่วนอเนกประสงค์บนชั้นสามที่ใช้สำหรับกิจกรรมนันทนาการ หรือแม้แต่การวาดรูปที่พี่โหน่งชื่นชอบ
          ภายในส่วนใหญ่จะใช้ไม้สักในการตกแต่งเป็นหลักร่วมกับไม้ชนิดอื่น ควบคู่ไปกับการใช้คอนกรีตปูนเปลือยโดยเน้นธรรมชาติของวัสดุและสัจจะของเนื้อวัสดุให้มากที่สุด  พี่โหน่งได้ฝากข้อคิดทิ้งท้ายไว้ว่า
         “น่าเสียดายที่วัฒนธรรมและค่านิยมของการก่อสร้างบ้านไม้กำลังจะเลือนหายไปพร้อมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยที่สั่งสมกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านความรู้ในการก่อสร้างบ้านเรือน เพราะถ้าสิ่งเหล่านี้ได้สูญสิ้นไปแล้ว อารยธรรมสถาปัตยกรรมไทยจะไม่เหลืออะไรต่อไปให้ลูกหลานอีกเลย”
สถาปัตยกรรมและวิถีชีวิตถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม วันเวลาที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยอาจนำพาความศิวิไลซ์เข้ามาแทนที่ แต่จะดีกว่าไหมถ้าเรานำความเจริญเหล่านั้นมาต่อยอดอย่างสร้างสรรค์ในจุดยืนที่มีวัฒนธรรมที่มั่นคง เพื่อไม่ให้สิ่งดีๆเหล่านี้ต้องเลือนหายไป เป็นการสืบต่อลมหายใจนี้ให้อยู่กับคนไทยและบ้านไทยไปอีกนานเท่านาน

ศุภชาติ บุญแต่ง
ชัยพฤกษ์ โพธิ์แดง

ชมบ้านจากรายการบ้านและสวนได้ที่นี่

keyboard_arrow_up